อาณาจักรเหรียญกษาปณ์ทองคำ

เหรียญหลวงปู่ทวด รุ่นสร้างพระตำหนัก ร.9 ปากพนัง ปี2541 พิมพ์ใหญ่ 18 กรัม พิธีใหญ่ อ.นอง

SOLD OUT
฿0.00
พุทธาภิเษก วันเสาร์ที่ 14 พ.ย.2541 ณ อุโบสถวัดช้างให้ และพระอุโบสถวัดพระแก้ว ในวันเสารที่ 21 พ.ย.2541 เวลา 15.00 น นายสวัสดิ์ โชติพานิช เป็นประธาน
  • หมวดหมู่ : หลวงปู่ทวด
  • รหัสสินค้า : 001751

รายละเอียดสินค้า เหรียญหลวงปู่ทวด รุ่นสร้างพระตำหนัก ร.9 ปากพนัง ปี2541 พิมพ์ใหญ่ 18 กรัม พิธีใหญ่ อ.นอง

เหรียญหลวงปู่ทวด รุ่นสร้างพระตำหนัก ร.9 ปากพนัง ปี2541 พิมพ์ใหญ่ 18 กรัม พิธีใหญ่ อ.นอง

พุทธาภิเษก วันเสาร์ที่ 14 พ.ย.2541 ณ อุโบสถวัดช้างให้ และพระอุโบสถวัดพระแก้ว ในวันเสารที่ 21 พ.ย.2541 เวลา 15.00 น นายสวัสดิ์ โชติพานิช เป็นประธาน

เหรียญหลวงปู่ทวด รุ่นสร้างพระตำหนัก ร.9 ปากพนัง ปี2541 พิมพ์ใหญ่ 18 กรัม พิธีใหญ่ อ.นอง หมายเลขประจำองค์พระ 535

ประวัติและวัตถุประสงค์ของการจัดสร้าง (ย่อๆ จากหนังสือรวมประวัติอาจารย์นอง โดยชัยนฤทธิ์ พันธุ์ทอง) มีดังนี้ครับ

     หลวงปู่ทวด รุ่นที่ระลึกพระตำหนัก ร.9 ปากพนัง มีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ไปสมทบทุนการสร้างพระตำหนักประทับแรมเฉลิมพระเกียรติ ณ ลุ่มน้ำปากพนัง น้อมเกล้าถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อเป็นที่ประทับในการเสด็จแปรพระราชฐานทรงงานติดตามดูแลโครงการพระราชดำริฯ ในลุ่มน้ำปากพนังและภาคใต้ตอนกลาง การจัดสร้างวัตถุมงคลในครั้งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่9 ทรงพระราชทานบรมราชานุญาตให้ใช้พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษก และทรงพระราชทานไฟพระฤกษ์จุดเทียนชัยฯ ใน วันเสารที่ 21 พฤศจิกายน 2541 เวลา 15.00 น. มีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสระเกศ เป็นประธานพิธีฝ่ายสงฆ์และนายสวัสดิ์ โชติพานิช เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

 

    โดยที่เกิดเหตุการณ์มหัศจรรย์ต่อหน้าประชาชนที่มาร่วมในพิธีขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2541 คณะกรรมการได้อัญเชิญไฟพระฤกษ์มายังวัดทรายขาว ให้ท่านอาจารย์นองจุดเทียนชัยเพื่อนำไปประกอบพิธี ณ อุโบสถวัดช้างให้ ซึ่ง ขณะนั้นท่านยังอาพาธอยู่ ขณะที่ท่านบริกรรมคาถาอยู่สักครู่หนึ่ง ปรากฏว่าร่างของท่านสั่นเทิ้ม มือที่ถือเทียนสั่นอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นอาการที่หลวงพ่อทวดประทับทรง ลูกศิษย์ต้องรีบเข้าไปประคองมือจนจุดเทียนชัยสำเร็จ จากนั้นท่านก้มลงกราบกับพื้น 3 ครั้งและเปล่งเสียงอยู่ในลำคอเสมือนบอกได้ว่า จุดเทียนชัยให้แล้ว ต่อมาท่านจึงยืดตัวขึ้นยกมือพนมศรีษะเหมือนมีบางสิ่งลุกขึ้นจากร่าง จนกระทั่งอยู่ในสภาวะปกติ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่างสร้างความตกตะลึงให้กับผู้ที่อยู่ในพิธีเป็นอย่างมาก

 

     ต่อมาในวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2541 จัดให้พิธีพุทธาภิเษกขึ้น ณ อุโบสถวัดช้างให้ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ (รัชกาลที่ 10) พระราชทานไฟพระฤกษ์จุดเทียนชัยในพิธีพุทธาภิเษก มีคณาจารย์ ทัง 14 จังหวัดภาคใต้นั่งอธิษฐานจิต จนกระทั่งดับเทียนชัย

 

  ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสืออาจารย์นอง ธมมภูโต โดย ชัยนฤทธิ์ เพชรพันธุ์ทอง

 

  พระตำหนักประทับแรมปากพนัง ต.หูล่อง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ต.หูล่อง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช 80140

 

     รายละเอียด: พระตำหนักประทับแรม ปากพนัง หรือ พระตำหนักประทับแรมเฉลิมพระเกียรติอำเภอปากพนัง ตั้งอยู่ที่ ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นพระตำหนักแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศ ที่ก่อสร้างขึ้นจากความร่วมแรงร่วมใจของประชาชนชาวไทย เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่พระองค์ท่านทรงเมตตาต่อเหล่าพสกนิกรชาวปากพนังเป็นที่ยิ่ง

 

     ลักษณะเด่นกลุ่มอาคารในพระตำหนักฯ ประกอบไปด้วย

ที่จอดรถพระประเทียบ

ศาลารอรับเสด็จ1

สาลารับเสด็จ2

อาคารพระราชทานเลี้ยง

พระตำหนักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

อาคารเรือนราชองครักษ์ และแพทย์หลวง

อาคารท้องพระโรง

พระตำหนักสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

อาคารเรือนพักคุณข้าหลวง

พระตำหนักฯ

ศาลากลางน้ำ

อาคารจอดรถพระที่นั่ง1

อาคารจอดรถพระที่นั่ง2

นารายณ์ทรงสุบรรณ

ลิฟต์โดยสารส่วนพระองค์

     ประวัติ : พระตำหนักประทับแรม ถูกสร้างขึ้นในโครงการสร้างบ้านให้พ่อซึ่งดำเนินการโดยความร่วมมือของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชและชาวไทยทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นพระตำหนักทรงงานถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในคราวเสด็จอยู่ และทรงงานในจังหวัดนครศรีธรรมราช ภายในพระตำหนักประกอบไปด้วยกลุ่มอาคารพระตำหนักฯ มีลักษณะสถาปัตยกรรมภาคใต้ ตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

 

     ในอดีต อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชและในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง “พรุควนเคร็ง” ประสบกับปัญหาเดือดร้อนจากความเสื่อมโทรมของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก ทั้งอุทกภัยการขาดแคลนน้ำจืด ปัญหาดินเปรี้ยว ปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เกษตร ผลผลิตตกต่ำ ซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์ยากแร้นแค้น ส่งผลถึงการอพยพแรงงานและการโยกย้ายถิ่นฐาน จากดินแดนซึ่งเคยเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งพื้นที่นาและในแม่น้ำ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่มีความยากจนมากที่สุดของประเทศ

 

  การเดินทาง : จากอำเภอเมืองไปยังอำเภอปากพนังระยะทางประมาณ 35 กม. ใช้เส้นทาง 4013 เลี้ยวขวาบริเวณสามแยก ไปยังอำเภอปากพนังฝั่งตะวันออก ถึงสี่แยกเลี้ยวขวาอีกครั้ง เดินทางต่ออีกประมาณ 2กม. ถึงหัวงาน โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และหากจะเดินทางไปยังอำเภอปากพนังฝั่งตะวันออก ใช้เส้นทาง 4013 จากอำเภอเมือง เลี้ยวขวาบริเวณสามแยก ผ่านสี่แยก และข้ามสะพานข้ามแม่น้ำปากพนัง ไปยังอำเภอปากพนังฝั่งตะวันออก